บทความ

การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในกฎหมายอื่น ขัดรัฐธรรมนูญ

12/08/2022
30526

Highlight


  • มาตรการที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีอะไรบ้าง
  • ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการกรณีการกระทำความผิดอย่างไร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


  • พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ.  2542  
  • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  8/2564

 
การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในกฎหมายอื่น  ขัดรัฐธรรมนูญ


นายสุภัทร  แสงประดับ 
ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี  7  สำนักคดี  3 
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ


 
          เจตนารมณ์ประการหนึ่งในการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ.  2542  ฉบับนี้ขึ้น  เพื่อเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบการค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท  ค.ศ. 1988  (United  Nations Convention  Against  Illicit  Traffic  in  Narcotic  Drugs  and  Psychotropic  Substances  1988)  หรือที่เรียกว่า  อนุสัญญากรุงเวียนนา  ค.ศ.  1988  (Vienna  Convention  1988)  ในการที่จะให้ประเทศไทยสามารถเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ได้  ซึ่งในข้อ  5  ของอนุสัญญาดังกล่าว  ได้กำหนดมาตรการการริบทรัพย์สิน  (Confiscation)  ที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน  (Money  Laundering)  หากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดก็สามารถถูกริบได้แม้ว่าจะถูกเปลี่ยนรูป หรือแปรสภาพเป็นทรัพย์สินอื่นแล้วก็ตามดังที่ระบุไว้ในข้อ  5  วรรค  6 (a)  ซึ่งกฎหมายฟอกเงินของประเทศไทยได้นำมาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.2542  มาตรา  บทนิยามคำว่า  ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด  นอกจากจะหมายถึง  เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน  และการจำหน่าย  จ่ายโอนด้วยประการใด ๆ  แล้ว ยังรวมถึงดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว  ไม่ว่าจะมีการจำหน่าย  จ่าย  โอน  หรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด  โอนไปเป็นของบุคคลใด  หรือปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใดก็ตาม  กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้  และอาจต้องถูกริบให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งสิ้น  เป็นแนวคิดที่นำมาจากหลัก  Deodand  ของประเทศสหรัฐอเมริกา  ที่ถือได้ว่าเป็นประเทศต้นแบบที่ประเทศไทยได้นำมาใช้  โดยหลักดังกล่าวเชื่อว่า  การที่รัฐไปพรากเอาทรัพย์สินจากบุคคลใดอันเนื่องจากการที่บุคคลนั้นได้กระทำความผิดนั้นจะเป็นการบังคับเอาทรัพย์สินเฉพาะอย่างอันมีความเกี่ยวพันอยู่กับการกระทำความผิด  และเพื่อตัดสิทธิของคนร้ายในผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายโดยการยึดอุปกรณ์และเครื่องมือของคนร้ายที่ใช้ก่ออาชญากรรม  ยึดเงินทุนที่ใช้ในการปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีกับตัวบงการใหญ่หรือผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้  ซึ่งมีรากฐานแนวความคิดมาจากกฎหมายคอมมอนลอว์  (Common  Law)  ที่ว่า  ตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เป็นทรัพย์สินที่ผิดและต้องปรับให้แก่พระเจ้า  ทรัพย์สินที่จะริบได้นั้นต้องเป็นทรัพย์สินผิดกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง  และถือว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายมีมลทินมาตั้งแต่การกระทำความผิด  การโอนต่อ ๆ  มา  จึงไม่มีผลให้ผู้รับโอนจะอ้างว่าตนได้รับมา
โดยสุจริตไม่ได้  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับองค์กรอาชญากรรม  (Organized  Crime)  ที่กระทำความผิดบางประเภทที่มีความร้ายแรง  และจัดการกับตัวทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายโดยไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลเพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรม  ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีการกำหนดให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเป็นความผิดทางอาญาและทางแพ่งแยกออกมาเฉพาะ
ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฟอกเงิน  ค.ศ.  1986  (Money  Laundering  Control  Act  of  1986 - MLCA)  ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านยาเสพติด  ที่ชื่อว่า 
“The  Anti-Drug  Abuse  Act  of  1986”  มาตรการที่สำคัญที่สุดของการปราบปรามการฟอกเงิน  คือ 
การริบทรัพย์สิน  (Asset  Forfeiture)  ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้มาเป็นเวลานาน  โดยถือเอาหลัก  Deodand  ดังกล่าว  นอกจากนี้  ตามอนุสัญญา ฯ ข้อ  5  วรรค  7  ยังได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับภาระในการพิสูจน์ในคดีฟอกเงินไว้โดยเฉพาะ  ให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่กล่าวอ้างในเรื่องการได้มาของทรัพย์สินที่จะต้องถูกริบว่าได้มา
โดยถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ทั้งนี้ในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะต้องไม่ตีความให้กระทบต่อสิทธิของบุคคลที่สามผู้สุจริตซึ่งได้กำหนดไว้เป็นหลักการตามอนุสัญญา ฯ  ข้อ  5  วรรค  8  โดยการรับฟังพยานหลักฐานจะถือหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั่วไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  (Preponderance  of  the  Evidence)  ที่ไม่ต้องพิสูจน์พยานหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัย  (Beyond  Reasonable  Doubt)  เหมือนในคดีอาญา  ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้การริบทรัพย์ในทางแพ่งนั้น  กฎหมายจะกำหนดให้รัฐเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์ถึงเหตุอันควรสงสัย  (Probable  Cause)  ว่าทรัพย์สินนั้นฝ่าฝืนกฎหมายสหพันธรัฐ  จากนั้นภาระการพิสูจน์ก็จะตกเป็นของผู้อ้างขอคืนทรัพย์ที่ถูกริบ  (Claimant)  ที่จะต้องพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินว่าไม่เข้าข่ายที่จะถูกริบได้ตามกฎหมาย  หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องถูกริบไปตามกฎหมาย  แม้ว่าในคดีอาญาจะไม่มีผู้กระทำความผิดหรือยังไม่มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยก็ตาม  อันแสดงให้เห็นเห็นถึงมาตรการริบทรัพย์ในทางแพ่งดังกล่าวแยกต่างหากจากการดำเนินคดีอาญากับบุคคล  ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่  40 - 41/2546  มาตรการริบทรัพย์สินทางแพ่ง  (Civil  Forfeiture  Measure)  ตามกฎหมายฟอกเงินจึงเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะของกฎหมายดังกล่าว  ดังเช่นมาตรการที่บัญญัติไว้ในหมวด  6  แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ.  2542  มาตรา  51  วรรคสาม  ประกอบมาตรา  50  ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ว่า  “ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของคู่ความฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว  คู่ความฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้น  (Exclusive  Knowledge  Fact)”  ทั้งนี้  เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาคในการต่อสู้คดีของคู่ความ  อันเป็นไปตามหลักกติกาสากลและรัฐธรรมนูญรับรองไว้นั่นเอง  ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มี คำวินิจฉัยที่  8/2561
          แนวคิดตามมาตรการในคดีฟอกเงินดังกล่าวนำมาสู่การพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  8/2564  ในคดีที่เกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ของบุคคล
ที่มีการหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษีอากรหรือขอคืนภาษีโดยความเท็จตามประมวลรัษฎากร  มาตรา  37  ตรี
หากเมื่อได้กระทำความผิดเป็นไปตามองค์ประกอบหรือเงื่อนไขที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้  กฎหมายได้บัญญัติ  ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน  และให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป  ซึ่งถือเป็นการบัญญัติความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินเพิ่มเติม
จากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ.  2542  มาตรา  3  ที่ปัจจุบันได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น  21  อนุมาตรา  หรือ  21  มูลฐาน  แต่หากเมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ในการตราประมวลรัษฎากร  มาตรา  37  ตรี  ขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง  Asia  Pacific  Group  on  Money  Laundering  (APG)  มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ  (Terms  of  References) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ  Financial  Action  Task  Force  (FATF) ในการกำหนดให้เฉพาะอาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง  (Serious  Tax  Crime)  เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์และมาตรการต่าง ๆ ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่ากรมสรรพากร  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  สำนักงาน  ปปง.  และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา  ได้จัดส่งข้อมูล  ความเห็น  และเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ  ให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว  ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้พิจารณาวินิจฉัย  โดยพิจารณาประกอบกับหลักความได้สัดส่วนหรือหลักความพอสมควรแก่เหตุ  (Principle  of Proportionality)  ที่ผู้เขียนสามารถสรุปเหตุผลในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  8/2564  ได้ดังนี้
               1.  มาตรการที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นมาตรการ
ที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้  ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะที่มีทั้งมาตรการทางแพ่ง
และทางอาญา  และมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง  เช่น  การยับยั้งการทำธุรกรรม  การยึดหรืออายัดทรัพย์สิน  รวมถึงการจับกุมบุคคลและการร้องขอต่อศาลแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน  กฎหมายจึงได้บัญญัติความผิดมูลฐานไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ.  2542 มาตรา  3  ซึ่งมีจำนวน  21  มูลฐาน  มิได้บัญญัติให้รวมถึงความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นด้วย  ย่อมแสดงได้ว่า  กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้กฎหมายอื่นไปกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานเพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาดำเนินการแทน      
             2.  ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือผู้ค้างชำระภาษีอากร  โดยกำหนดมาตรการต่าง ๆ  ไว้หลายมาตรการด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้น  ยึดหรืออายัดบัญชี  เอกสาร  หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่ต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักรตามมาตรา  3  เบญจ  หรือกรณีมาตรา  3  นว  การเปรียบเทียบปรับสถานเดียวกรณีเจ้าพนักงานเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรรับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องตามมาตรา  3  ทวิ  หรืออำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในการสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร  โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งตามมาตรา  12  เป็นต้น  ซึ่งกฎหมายได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดและโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาไว้  เพื่อให้เป็นหน้าที่และอำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ตามความเหมาะสมแต่ละกรณี  มาตรการดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสียภาษีอากรในแต่ละกรณีแล้ว  กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักความเหมาะสม  (The  Principle  of  Suitability)  อันเป็นหลักการย่อยหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนแล้ว
             3.  การที่ประมวลรัษฎากร  มาตรา  37  ตรี  บัญญัติให้ถือว่าความผิดตามมาตรา  37  มาตรา  37  ทวิ  หรือมาตรา  90/4  เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  ส่งผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถใช้มาตรการต่าง ๆ  ตามกฎหมายฟอกเงินที่มีทั้งโทษทางแพ่งและทางอาญา  อันมีผลให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษีอากรตกอยู่ภายใต้มาตรการที่มีความร้ายแรงดังกล่าว  ในขณะที่ประมวลรัษฎากรมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมอยู่แล้ว  จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีก  กล่าวโดยสรุปคือ  กฎหมายดังกล่าวมีมาตรการที่เหมาะสมอยู่แล้วและยังมีมาตรการหรือวิธีการอื่นที่สามารถดำเนินการได้อยู่  จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะกำหนดมาตรการที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก  ซึ่งขัดกับหลักความจำเป็น  (The  Principle  of  Necessity)  อันเป็นหลักการย่อยหนึ่งของหลักความได้สัดส่วนนั่นเอง
               4.  ประมวลรัษฎากร  มาตรา  37  ตรี  เป็นบทบัญญัติที่ให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาวินิจฉัยรวบรวมทรัพย์สินเพื่อให้ได้จำนวนเงินครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร  ซึ่งอาจจะรวมไปถึงกรณีผู้เกี่ยวข้องอื่นที่กระทำโดยสุจริตต้องตกอยู่ภายใต้มาตรการที่มีความร้ายแรงตามกฎหมายฟอกเงินไปด้วยจนกว่าจะได้พิสูจน์ในศาล  ซึ่งเหตุผลของศาลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการตรากฎหมายที่เป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ  อันเป็นหลักการใหม่ของรัฐธรรมนูญ  มาตรา  26  วรรคหนึ่ง และถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรม  (The  Rule  of  Law)  อีกด้วย
            ด้วยเหตุผลทั้ง  4  ประการดังกล่าวประกอบกัน  ศาลจึงวินิจฉัยว่า  ประมวลรัษฎากร  มาตรา  37  ตรี 
เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มภาระและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ  ไม่เป็นไปตามหลัก
ความได้สัดส่วน  และขัดต่อหลักนิติธรรม  จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  26  และมาตรา  37 
วรรคหนึ่งและวรรคสอง

            อย่างไรก็ตาม  ในคดีนี้ศาลได้มีคำแนะนำ  เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการพิจารณา
หากมีความจำเป็นที่จะต้องยกร่างประมวลรัษฎากร 
มาตรา  37  ตรี  ใหม่  เพื่อที่จะให้ประเทศไทยในฐานะสมาชิก  APG  ปฏิบัติตามข้อแนะนำของ  FATF  ในการกำหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรเฉพาะที่มีลักษณะร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน  ว่า  หากรัฐมีความจำเป็นที่ต้องผูกพันปฏิบัติตามข้อแนะนำของ  FATF  ในการกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะร้ายแรง  (Serious Tax Crime)  เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  ควรบัญญัติให้เป็น  “ความผิดมูลฐาน”  ไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  พ.ศ.  2542  มาตรา  3  อันเป็นกฎหมายหลักสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีความพิเศษโดยเฉพาะ  โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ  มีกระบวนการขั้นตอนในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจแต่ละฝ่าย  เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนเป็นระบบ  ไม่ซ้ำซ้อน  อันเป็นหลักการพื้นฐานในการตรากฎหมายและหลักความจำเป็นในการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ”  ต่อไป    

            จากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่  8/2564  ที่มีเหตุผลประการหนึ่งว่า  การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในประมวลรัษฎากรนั้น  กฎหมายฟอกเงินมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานเพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงขัดรัฐธรรมนูญ”  นั้น  อาจส่งผลต่อกฎหมายฉบับอื่นที่บัญญัติไว้ในลักษณะทำนองเดียวกัน  ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้หากมีคดีร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญ  หรือฝ่ายนิติบัญญัติยังมิได้ยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว  ปัจจุบันมีกฎหมายที่บัญญัติไว้ในลักษณะทำนองดังกล่าว  อย่างน้อยจำนวน  6  ฉบับ  ได้แก่  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  พ.ศ.  2561 
มาตรา  73  วรรคสาม  (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น)  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา  พ.ศ.  2561  มาตรา  77  วรรคสอง  (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ  พ.ศ.  2556  มาตรา  22  (กำหนดให้ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง  พ.ศ.  2559  มาตรา  25  วรรคหก  (ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้สมคบในการกระทำความผิดทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง)   พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 
พ.ศ.  2551  มาตรา  14  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  พ.ศ.  2551  พ.ศ.  2562  (การกระทำที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย) พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น  พ.ศ.  2562  มาตรา  65  วรรคห้า  (ความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น)  รวมทั้งการพิจารณาทบทวนถึงความจำเป็นและเหมาะสมในการกำหนดความผิดมูลฐานตามมาตรา  3  ของกฎหมายฟอกเงินอีกด้วย    
 
 

More Information


 
  • อ่านบทความเต็มเรื่อง “การกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในกฎหมายอื่น  ขัดรัฐธรรมนูญ”
  • ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
  • LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
  • เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
#ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
Back to top